THE LUXURY OF BEING

ความหรูหราของชีวิต…อย่างที่เป็น

ในช่วงเวลาสั้น ๆ ของใบไม้เปลี่ยนสีที่บ้านวัดจันทร์

มีบางช่วงเวลาของปีที่ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงตัวเองโดยไม่ส่งเสียงบอกใคร

สีเขียวที่เคยคุ้นค่อย ๆ จางลง เหลืองขึ้น ส้มขึ้น แดงขึ้น ก่อนที่ใบหนึ่งจะหลุดจากกิ่ง ลอยอยู่กลางอากาศเพียงชั่วครู่ แล้วตกลงบนพื้น

ไม่มีใครกำหนดว่ามันควรเปลี่ยนสีวันไหน
ไม่มีใครบอกว่าต้นไหนควรแดงกว่าต้นไหน
และไม่มีใบไหนพยายามอยู่บนกิ่งให้นานกว่าฤดูกาลของตัวเอง

ปลายปีที่บ้านวัดจันทร์ อำเภอกัลยาณิวัฒนา เชียงใหม่ เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ เช่นนั้น

ยามใบไม้เปลี่ยนสีที่สวนป่าบ้านวัดจันทร์

ทิวสนยังคงสีเขียวเข้มอย่างที่มันเป็น ขณะที่ต้นไม้บางส่วนริมอ่างเริ่มเปลี่ยนเป็นเหลือง ส้ม และแดง หมอกบางเช้าลอยอยู่เหนือผิวน้ำที่บางเช้าก็ไม่มี ลมเย็นเคลื่อนผ่านยอดสน แสงแดดมาในเวลาของมัน และเมื่อเย็นลง ความหนาวก็ค่อย ๆ กลับเข้ามาแทนที่

เราเดินทางมาถึงท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนั้น

ไม่ได้มาเพื่อค้นหาตัวเอง
ไม่ได้มาเพื่อทิ้งตัวตนไว้ที่ไหน
และไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องกลับออกไปพร้อมกับคำตอบอะไร

เพียงมาอยู่ตรงนี้สักระยะหนึ่ง

4 วัน 3 คืน


ห่อหุ้มด้วยหมอกยามเช้าที่บ้านพักสวนป่า

วันที่เราเดินทางมาถึง

ระยะทางจากเชียงใหม่ค่อย ๆ ทำหน้าที่ของมัน

เมืองอยู่ไกลออกไปทีละน้อย อาคารลดลง ถนนเริ่มคดเคี้ยว ภูเขาเข้ามาแทนที่สิ่งปลูกสร้าง สัญญาณของชีวิตประจำวันที่เราคุ้นเคยค่อย ๆ บางลงโดยแทบไม่ทันสังเกต

เราไม่ได้ปิดโทรศัพท์ด้วยความตั้งใจจะทำ Digital Detox

มันยังอยู่ในกระเป๋า

เพียงแต่เมื่อทิวเขาเริ่มปรากฏอยู่ตรงหน้านอกรถยนต์ที่กำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้า เราหยิบมันขึ้นมาน้อยลงเอง

เมื่อมาถึงบ้านวัดจันทร์ในช่วงบ่าย อากาศเป็นสิ่งแรกที่สัมผัสได้ก่อนภาพตรงหน้าเสียอีก

ความเย็นบาง ๆ ผ่านผิวหนัง

กลิ่นของต้นไม้ ดิน และความชื้นปะปนอยู่ในอากาศ ไม่มีน้ำหอมปรับอากาศ ไม่มีเสียงเพลงประกอบ ไม่มีใครออกแบบกลิ่นนี้ขึ้นมา

มันอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว

ชุดสบายในธรรมชาติที่สวยงาม

เปิดกระเป๋าออก เสื้อผ้าสำหรับสี่วันแทบไม่มีอะไรซับซ้อน

เสื้อสีขาวนวล เนื้อผ้านิ่ม ตัวหลวม
กางเกงสีทรายและกากี
เสื้อคลุมบาง ๆ
เสื้ออุ่นอีกตัวสำหรับเช้าและกลางคืน
รองเท้าผ้าใบสีครีมคู่ที่เดินสบาย

ไม่มีชุดสำหรับ Dinner
ไม่มีชุดสำหรับถ่ายรูป
ไม่มีความจำเป็นต้องถามว่าเย็นนี้ควรแต่งตัวอย่างไร

เมื่อออกมาเดินครั้งแรก จึงไม่รู้สึกว่ากำลัง “ออกไปเที่ยว”

เพียงเปิดประตูแล้วเดินออกไป

ริมอ่างน้ำเงียบกว่าที่คิด ทิวสนทอดตัวอยู่เบื้องหลัง ต้นไม้บางต้นเริ่มมีสีต่างไปจากเดิม แสงบ่ายทำให้สีเหลืองและแดงดูอุ่นขึ้นชั่วขณะ ก่อนจะค่อย ๆ หม่นลงเมื่อดวงอาทิตย์ต่ำ

ไม่มีความจำเป็นต้องรีบหาจุดที่สวยที่สุด

เพราะเมื่อไม่ต้องตามหา เราเริ่มเห็นรายละเอียดตามทางมากขึ้น

ใบไม้หนึ่งใบที่ติดอยู่บนกิ่งต่ำ
เงาสนบนผิวน้ำ
ก้อนหินข้างทาง
เสียงรองเท้าของตัวเองบนพื้น
ลมที่ทำให้ชายเสื้อขยับเบา ๆ

เย็นวันนั้นอาหารอาจเป็นเพียงข้าวสวยร้อน ๆ น้ำพริก ผัก ไข่เจียว หรือแกงจืดหนึ่งถ้วย

เป็นอาหารที่ถ้าอยู่ในเมือง เราอาจกินโดยแทบไม่จดจำมัน

แต่เมื่ออากาศข้างนอกเย็นลง ไอน้ำที่ลอยขึ้นจากถ้วยแกงกลับมองเห็นชัด

มือสัมผัสความอุ่นของถ้วยแกงจืด
ได้กลิ่นข้าวเพิ่งหุงใหม่
ผักแต่ละอย่างมีรสไม่เหมือนกัน
น้ำแกงร้อนลงไปถึงท้อง

อาหารไม่ได้เปลี่ยน

คนกินต่างหากที่เริ่มใช้ชีวิตช้าลง

ไม่มีอะไรต้องทำต่อ

และเป็นครั้งแรกในรอบนานมาแล้วที่คำว่า “ไม่มีอะไรต้องทำ” ไม่ได้หมายถึงความว่างเปล่า


เช้าที่ไม่มีใครปลุก

กลางคืนมาถึงเร็วกว่าความรู้สึก

นาฬิกายังอยู่ที่เดิม แต่ไม่ได้หยิบขึ้นมาดูทันที

ไม่รู้ว่าตื่นเพราะอากาศเย็นหรือเพราะแสงแรก

เปิดประตูออกไป อากาศเย็นกว่าที่คาด

เสื้อคลุมถูกหยิบขึ้นมาสวมโดยไม่ต้องคิดว่ามันเข้ากับกางเกงหรือไม่ รองเท้าผ้าใบสีครีมคู่เดิมถูกสวมอีกครั้ง

กาแฟร้อนหนึ่งถ้วยอยู่ในมือ

ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเมล็ดมาจากไหน
ไม่ต้องค้นหารสผลไม้ ดอกไม้ หรือช็อกโกแลตในกาแฟ

เป็นเพียงความขมที่คุ้นเคย

แต่เช้านี้ความขมนั้นอยู่ท่ามกลางอากาศเย็น

มือสองข้างโอบถ้วยไว้เพื่อรับความอุ่น ไอจากกาแฟลอยขึ้นแล้วหายไป ข้างหน้าเป็นผืนน้ำและทิวสน

ถ้ามีหมอก เราก็มองหมอก

ถ้าไม่มี ก็ไม่มีอะไรผิดพลาด

เพราะเราไม่ได้เดินทางมาเพื่อให้ธรรมชาติแสดงตามตารางของเรา

เดินออกไปหลังจากนั้นโดยไม่ได้กำหนดระยะทาง

พื้นบางช่วงเต็มไปด้วยใบไม้และใบสนแห้ง

เมื่อรองเท้าเหยียบลงไป เสียงเบา ๆ ดังขึ้นใต้ฝ่าเท้า

บางแห่งพื้นยังชื้นจากน้ำค้าง เมื่อเท้าเคลื่อนผ่าน กลิ่นของดิน หญ้า และใบไม้ที่ทับถมกันลอยขึ้นมาอย่างบางเบา

เราเคยเดินบนสิ่งเหล่านี้มานับครั้งไม่ถ้วน

เพียงแต่ไม่ค่อยได้กลิ่นมัน

อาจเป็นเพราะปกติเราเดินเพื่อให้ถึงที่หมาย

วันนี้ไม่ได้จะไปไหน

จึงได้กลิ่นระหว่างทางชัดเจน


เมื่อวันหนึ่งไม่จำเป็นต้องมีเรื่องราว

ชมวิวยอดสนในอิริยาบทที่นอนราบสบายกับพื้นดินที่รองปูนอนด้วยผ้านุ่ม

ช่วงสาย แสงแดดเริ่มเข้ามาระหว่างต้นสน

สีของป่าเปลี่ยนไปอีกครั้ง

บริเวณที่เมื่อเช้ายังเป็นสีเทาและเขียวหม่น เริ่มปรากฏน้ำตาล เหลือง แดง และสีของเปลือกไม้

เราอาจพบพื้นที่ราบสักแห่ง

ปูผ้าบาง ๆ ลงบนพื้น แล้วนอนลง

เมื่อเปลี่ยนจากการยืนเป็นการนอน ต้นสนก็เปลี่ยนรูปร่างในสายตา

ลำต้นสูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ยอดไม้โน้มเข้าหากันเหนือศีรษะ ท้องฟ้าแตกออกเป็นช่องเล็ก ๆ ระหว่างกิ่ง

เมฆเคลื่อน

ใบไม้ขยับ

บางครั้งมีเสียงนก

เราไม่รู้ว่านกอะไร

และดูเหมือนไม่จำเป็นต้องเปิดโทรศัพท์เพื่อหาคำตอบ

การไม่รู้บางอย่างเริ่มไม่ใช่ปัญหา

นอนอยู่อย่างนั้นจนอยากลุก

ไม่มีนาฬิกาจับเวลา
ไม่มีเสียงบอกว่าครบสิบห้านาทีแล้ว
ไม่มีใครบอกว่านี่คือ Forest Therapy

มันเป็นเพียงคนคนหนึ่งที่นอนอยู่ใต้ต้นไม้

เท่านั้นเอง


ความหิวกลับมาเป็นเรื่องธรรมดา

เมื่อหิว ก็กลับไปกิน

ข้าวผัดไข่หอม 1 จานก็พอแล้ว

ข้าวผัดจานหนึ่งอาจเพียงพอ

ไม่มีการจัดจาน ไม่มีดอกไม้ประดับ ไม่มีคำอธิบายวัตถุดิบยาว ๆ

ข้าวยังร้อน
ไข่ยังหอม
แตงกวายังกรอบ

เรากินจนรู้สึกอิ่มแล้วหยุด

ผลไม้ที่หาได้ในพื้นที่ถูกวางไว้บนโต๊ะ ถ้าหิวอีกก็ค่อยหยิบ

คุกกี้ชิ้นเล็กสองสามชิ้นที่พกมาจากบ้านยังอยู่ในถุง

ช่วงบ่ายต้มน้ำ

วันนี้ไม่ใช่กาแฟ แต่เป็นชา

กลิ่นหอมอ่อนกว่ากาแฟ รสไม่เรียกร้องความสนใจ

ชาไม่ได้ทำให้บ่ายนั้นพิเศษขึ้น

แต่การมีเวลาพอที่จะรอให้น้ำร้อน ค่อย ๆ ชง แล้วนั่งดื่มจนหมดถ้วยต่างหากที่ดูเหมือนจะกลายเป็นสิ่งพิเศษ

หนังสือถูกเปิดอยู่พักหนึ่ง

อ่านไปไม่กี่หน้าแล้ววางลง

สายตามองออกไปนอกหน้าต่างแทน

ไม่มีความรู้สึกผิดว่าอ่านหนังสือไม่จบ


วันที่สาม

รองเท้าผ้าใบสีครีมเริ่มไม่ใช่สีครีมอย่างวันแรก

มีฝุ่น มีรอยดินเล็ก ๆ ติดอยู่ตรงขอบ

เสื้อเชิ้ตมีรอยยับ

ผมไม่ได้อยู่ทรงเหมือนตอนออกจากเชียงใหม่

แต่ความอยากแก้ไขสิ่งเหล่านั้นกลับลดลง

เราใส่เสื้อตัวเดิมออกไปเดิน

ไม่มีใครสนใจ

ป่าก็ไม่สนใจ

ต้นสนไม่ได้ถามว่าเสื้อของเราเป็นแบรนด์อะไร

อ่างน้ำไม่รู้ว่าเราทำงานอะไร

ใบไม้ที่กำลังแดงไม่ได้รู้จักประวัติของเรา

และหมอก — ถ้ามันมา — ก็ไม่ได้สนใจว่าเราจะถ่ายรูปมันหรือไม่

ตรงนี้เอง บางสิ่งเริ่มเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ

ไม่ใช่ความสงบแบบที่ต้องพยายามทำใจให้สงบ

แต่เป็นความรู้สึกว่า เราไม่จำเป็นต้องอธิบายตัวเอง

ไม่มีตำแหน่ง
ไม่มีอายุ
ไม่มีความสำเร็จ
ไม่มีสิ่งที่เคยผิดพลาด
ไม่มีสิ่งที่ยังทำไม่สำเร็จ

ไม่ได้หมายความว่าสิ่งเหล่านั้นหายไป

มันเพียงไม่ได้ถูกเรียกมาใช้งานในเวลานี้

เหลือเพียงร่างกายที่กำลังเดิน

หายใจ

รู้สึกเย็นเมื่อมีลม

รู้สึกอุ่นเมื่อแดดตกบนแขน

รู้สึกหิวเมื่อถึงเวลา

และหยุดเมื่อเหนื่อย

ชีวิตกลับมาอยู่ในรูปแบบพื้นฐานอย่างน่าประหลาด


ใบไม้ที่เราไม่ได้เก็บกลับมา

มุมกว้างของสวนป่าบ้านวัดจันทร์

ช่วงหนึ่งของวันอาจเดินผ่านบริเวณที่ใบไม้เปลี่ยนสีชัดที่สุด

แดงบ้าง
เหลืองบ้าง
บางใบยังเขียว
บางใบมีสีน้ำตาลตามขอบ
และอีกจำนวนหนึ่งร่วงลงมาบนพื้นแล้ว

ถ้ามองในฐานะนักท่องเที่ยว เราอาจพยายามหาต้นที่แดงที่สุด

แต่เมื่ออยู่ที่นี่มาสามวัน ความอยากนั้นลดลง

ใบที่ยังเขียวก็เป็นของมันอย่างนั้น
ใบที่ครึ่งเขียวครึ่งเหลืองก็ไม่ได้บกพร่อง
ใบสีน้ำตาลที่กำลังจะร่วงก็ไม่ได้สวยน้อยกว่าใบแดงสด

เราอาจหยิบใบหนึ่งขึ้นมาดู

สัมผัสเส้นใบ
พลิกด้านหน้า
พลิกด้านหลัง

แล้ววางมันกลับลงบนพื้น

ไม่ได้เอากลับบ้าน

บางสิ่งไม่จำเป็นต้องเป็นของเรา เพื่อที่เราจะได้รู้สึกถึงมัน


ค่ำคืนสุดท้าย

เมนูธรรมดาที่แสนวิเศษ

อาหารเย็นยังคงเรียบง่ายเหมือนเดิม

น้ำพริก
ผัก
แกงร้อน
ข้าว

บางอย่างอาจซ้ำกับคืนแรก

แต่เราไม่ได้รู้สึกว่ากำลังกินอาหารเดิม

เพราะวันนี้ไม่ใช่วันเดิม

อากาศไม่เหมือนเดิม
ความหิวไม่เหมือนเดิม
คนที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะเองก็ดูเหมือนจะไม่เหมือนวันแรกเสียทีเดียว

ไม่ได้เปลี่ยนเป็นคนใหม่

เพียงแต่บางอย่างที่เคยส่งเสียงดังอยู่ภายในเงียบลงชั่วคราว

หลังอาหาร ไม่มีโปรแกรม Farewell Dinner

ไม่มีการสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากสามวันที่ผ่านมา

ไม่มีคำถามว่า

“กลับไปแล้วจะเปลี่ยนชีวิตอย่างไร?”

เพราะทันทีที่ตั้งคำถามนั้น วันนี้ก็จะถูกใช้เป็นเครื่องมือของวันพรุ่งนี้อีกครั้ง

คืนนี้จึงเป็นเพียงคืนนี้

ชาร้อนหนึ่งถ้วย

อากาศเย็น

เสียงป่าข้างนอก

แล้วเข้านอนเมื่อรู้สึกง่วง


เช้าวันที่ต้องกลับ

กระเป๋าใบเดิมถูกเปิดอีกครั้ง

วิวมองจากมุมสูงของบริเวณบ้านวัดจันทร์

เสื้อผ้าถูกพับกลับเข้าไปอย่างไม่เรียบร้อยเท่าตอนมา

รองเท้ามีรอยดิน
คุกกี้อาจเหลือหนึ่งชิ้น
หนังสือยังอ่านไม่จบ

ไม่มีอะไรสำเร็จ

และไม่มีอะไรล้มเหลว

เปิดประตูออกไปเป็นครั้งสุดท้าย

ใบไม้ยังเปลี่ยนสีต่อไป

บางใบที่เห็นเมื่อวานอาจร่วงลงแล้ว

หมอกอาจมีหรือไม่มี

น้ำยังอยู่ตรงนั้น
สนยังอยู่ตรงนั้น
ลมยังเคลื่อนผ่านต้นไม้โดยไม่ได้รู้ว่าเรากำลังจะกลับ

เราดื่มกาแฟอีกถ้วย

ความขมยังเป็นรสเดิม

แต่วันนี้ไม่ได้รีบดื่มให้หมดก่อนออกเดินทาง

นั่งจนรู้สึกว่าอยากลุก

แล้วจึงลุก

ไม่มีพิธีอำลา

ไม่มีคำสัญญาว่าจะกลับมา

เพราะธรรมชาติไม่ได้ขอให้เราจดจำมัน

มันไม่ได้ต้องการให้เราเข้าใจอะไร

ตลอดสี่วัน ป่าไม่ได้สอนอะไร
ใบไม้ไม่ได้ให้บทเรียน
หมอกไม่ได้เยียวยา
และความเงียบไม่ได้เปลี่ยนชีวิต

ทุกอย่างเพียงเป็นไปอย่างที่มันเป็น

บางทีสิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้อยู่ที่วัดจันทร์เลย

แต่อยู่ในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เราเลิกเรียกร้องให้สิ่งต่าง ๆ ต้องเป็นอะไรสักอย่าง

รวมทั้งตัวเราเอง

รถค่อย ๆ เคลื่อนออกจากป่าสน

ไม่มีบทสรุปวิวมุมสูงของ

ใบไม้ยังคงเปลี่ยนสีอยู่ข้างหลัง

และชีวิตข้างหน้าก็ยังไม่ได้เกิดขึ้น

ขณะนั้น

มีเพียงถนน
แสงเช้า
เสื้อผ้านิ่ม ๆ ที่สัมผัสผิว
รอยดินบนรองเท้า
รสกาแฟที่ยังเหลืออยู่ในปาก

และลมหายใจหนึ่งครั้ง

ก่อนลมหายใจครั้งต่อไป

ข้อมูลสำหรับการเดินทาง — ป่าสนวัดจันทร์

สถานที่: ป่าสนวัดจันทร์ หรือ สวนป่าบ้านวัดจันทร์ อ.อ.ป. อยู่ในอำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ และอยู่ภายใต้การดูแลขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ปัจจุบัน อ.อ.ป. ยังคงดำเนินงานด้านการท่องเที่ยว มีบ้านพักหลายโซน บริการอาหาร ลานกางเต็นท์ และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว

ช่วงเวลา: หากจุดประสงค์หลักคือใบไม้เปลี่ยนสี ควรตรวจสอบสถานการณ์จริงใกล้วันเดินทาง เพราะการเปลี่ยนสีขึ้นกับอุณหภูมิและสภาพอากาศ ไม่ควรเลือกวันจากภาพของปีก่อนเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะทริปนี้ซึ่งต้องการอยู่กับช่วงสีที่สวยหลายวัน

การเดินทาง: จากเชียงใหม่ควรเผื่อเวลาประมาณครึ่งวันสำหรับการเดินทาง และสำหรับคอนเซปต์ 4 วัน 3 คืน แนะนำ รถส่วนตัวหรือรถตู้พร้อมคนขับ มากกว่าขนส่งสาธารณะ ไม่ควรวางวันแรกให้มีโปรแกรมต่อทันทีเมื่อถึงวัดจันทร์ การเดินทางเข้าไปควรถือเป็นส่วนหนึ่งของการค่อย ๆ เปลี่ยนจังหวะจากเมืองสู่ป่า

ที่พัก: สำหรับทริปนี้ แนะนำให้พัก ที่เดียวครบ 3 คืน และถ้าจองได้ให้เลือกบ้านพักในสวนป่าบ้านวัดจันทร์ เพราะการย้ายที่พักจะขัดกับแนวคิดของการมาเที่ยวแบบนี้ อ.อ.ป. มีระบบ E-Service สำหรับจองบ้านพักสวนป่า และในระบบระบุ สวนป่าบ้านวัดจันทร์ (ป่าสนวัดจันทร์) โดยตรง

ระบบจองบ้านพักสวนป่า อ.อ.ป.

ควรจองล่วงหน้า: ช่วงปลายปีเป็น High Season ของพื้นที่ อ.อ.ป. เองระบุถึงการเตรียมบ้านพัก ระบบจอง อาหาร ลานกางเต็นท์ และความปลอดภัยเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวช่วงปลายปี จึงไม่ควรวางแผนแบบ Walk-in หากต้องการบ้านพักทำเลดีต่อเนื่อง 3 คืน

สิ่งที่ควรเตรียม: เสื้อผ้าแบบ Layering จะเหมาะที่สุด — เสื้อเนื้อนิ่ม/โปร่งเบาสำหรับกลางวัน บวกเสื้อไหมพรมหรือเสื้อคลุมอุ่นสำหรับเช้าและกลางคืน รองเท้าควรเดินบนทางดินและพื้นชื้นได้จริง สำหรับคอนเซปต์ของเรา สีขาวนวล ครีม ทราย กากี และเอิร์ธโทนจะทำงานกับภูมิทัศน์โดยไม่จำเป็นต้องทำเป็น “ชุดถ่ายภาพ”

ควรมี ยาประจำตัว ไฟฉายหรือไฟพกพา Power Bank กระบอกน้ำ หมวก/ผ้าพันคอ เสื้อกันลมหรือกันฝนบาง ๆ และรองเท้าสำรอง โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งใจเดินเล่นช่วงเช้ามืดหรือค่ำ พื้นที่ป่าช่วงกลางคืนมืดกว่าสภาพแวดล้อมในเมืองมาก

ส่วนอาหารไม่จำเป็นต้องขนเสบียงจำนวนมากเข้าไป อ.อ.ป. ระบุว่าพื้นที่มีบริการอาหาร สำหรับทริปนี้ควรปล่อยพื้นที่ไว้ให้ อาหารของสถานที่ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ แล้วพกเพียงสิ่งเล็ก ๆ ที่เป็นความคุ้นเคยของเรา เช่น ชาที่ชอบ กาแฟ คุกกี้สองสามชิ้น หรือของว่างจำเป็น

และที่สำคัญที่สุดสำหรับทริปนี้คือ อย่าเตรียม Itinerary มากเกินไป

จองที่พักให้เรียบร้อย
จัดการการเดินทางให้ปลอดภัย
เตรียมเสื้อผ้าและยาที่จำเป็น
ตรวจอากาศและสถานการณ์ใบไม้ก่อนออกเดินทาง

จากนั้น เหลือพื้นที่ว่างไว้

เพราะสำหรับ THE LUXURY OF BEING สิ่งที่เราเตรียมอย่างดีที่สุด อาจเป็นการเตรียมให้ตัวเอง ไม่ต้องเตรียมว่าจะรู้สึกอะไรเมื่อไปถึง

ข้อมูลและระบบจองอย่างเป็นทางการสามารถเริ่มตรวจสอบจาก องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ซึ่งมีบริการจองห้องพักสวนป่า และควรยืนยันห้องพัก บริการอาหาร สภาพอากาศ และสถานการณ์ใบไม้ล่าสุดอีกครั้งก่อนเดินทางจริง