ครั้งแรกที่มองขึ้นไปยังพระราชวัง Bundi ความรู้สึกไม่ได้เหมือนกำลังจะเข้าไปดูพิพิธภัณฑ์ พระราชวัง Bundi ที่อยู่ทาง ตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐ Rajasthan ห่างจากเมือง Kota ประมาณ 35–36 กม. และห่างจาก Jaipur ประมาณ 200–210 กม.

พระราชวังไม่ได้ตั้งโดดเด่นอยู่กลางลานกว้าง แต่เกาะไล่ขึ้นไปตามลาดเขา เหนือเมืองเล็ก ๆ ใน Rajasthan ขึ้นไปอีกคือ Taragarh Fort ส่วนเบื้องล่างคือบ้านเรือน ถนน สระน้ำ ต้นไม้ และแนวเขาที่โอบเมืองเอาไว้
ก่อนหน้านั้นผมรู้จัก Bundi จากภาพเขียนเสียมากกว่า
ภาพพระกฤษณะกับราธา สตรีในสวน ช้าง นกยูง ดอกบัว ต้นไม้ที่เขียวจนเกือบเกินจริง และเมฆดำของฤดูมรสุม
ผมเคยคิดว่านั่นคือ “สไตล์”
แต่เมื่อมาถึง Bundi คำถามกลับเปลี่ยนไป
หรือสิ่งที่เราเห็นในภาพเหล่านั้น ไม่ได้เริ่มต้นจากสไตล์ หากเริ่มต้นจากโลกที่ศิลปินมองเห็นอยู่รอบตัว?
ก่อนเข้าไปดูภาพ ต้องมอง Bundi เสียก่อน
Bundi อยู่ในภูมิประเทศที่ทำให้ภาพจำว่า Rajasthan มีแต่ความแห้งแล้งเริ่มสั่นคลอน

เมืองถูกโอบด้วยแนวเขา มีสระ มี baori หรือบ่อน้ำขั้นบันได มีสวน และเมื่อฝนมรสุมมาถึง สีเขียวก็สามารถเข้าครอบครองภูมิประเทศได้อย่างรวดเร็ว
ผมจึงยังไม่รีบขึ้นพระราชวัง
ลองมองเมืองเสียก่อน
มองเส้นของภูเขา มองผิวน้ำ มองกำแพงสีเก่า ต้นไม้ที่แทรกตัวอยู่ตามอาคาร และเงาของพระราชวังซึ่งทอดตัวอยู่เหนือเมือง
เพราะอีกไม่นาน สิ่งเหล่านี้จะปรากฏต่อหน้าเราอีกครั้ง
แต่คราวนี้อยู่ในภาพเขียนที่สร้างขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน
เมื่อเดินเข้า Chitrashala
ทางเดินพาเข้าสู่พื้นที่ซึ่งไม่ใหญ่มหึมาอย่างพระราชวังของมหาอำนาจ แต่ทันทีที่เข้าสู่ Chitrashala — “หอภาพเขียน” ความรู้สึกเรื่องขนาดก็แทบหมดความหมาย

ผนัง เสา ซุ้ม และเพดานกลายเป็นพื้นผิวของภาพ
แสงธรรมชาติผ่านช่องเปิดเข้ามากระทบสีเขียว น้ำเงิน แดง ขาว และทองเป็นช่วง ๆ
ภาพหนึ่งต่อกับอีกภาพหนึ่ง
สายตาไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าควรหยุดตรงไหนก่อน
หลักฐานของ Archaeological Survey of India ระบุว่า Chitrasala หรือ Rangsala อยู่ในกลุ่มอาคารพระราชวังบริเวณ Taragarh และอาคารถูกสร้างขึ้นราว ค.ศ. 1679 มีห้องและระเบียงเสาล้อมพื้นที่สระกลาง ภาพเขียนปรากฏทั้งในห้องและระเบียง โดยมีเรื่องพระกฤษณะเป็นแกนสำคัญ นอกจากนั้นยังมีการต่อสู้ของช้าง คนขี่ม้าและช้าง ชีวิตราชสำนัก การเต้นรำ และการดื่มกิน IGNCA
แต่ข้อมูลเหล่านี้ควรเก็บไว้ในใจก่อน
เพราะสิ่งแรกที่ควรทำเมื่อยืนอยู่ที่นี่คือ
เงียบ แล้วมอง
ภาพไฮไลท์ — พระกฤษณะบนต้นไม้: เมื่อ “เสียง” กลายเป็นภาพ
ผมอยากหยุดอยู่หน้าภาพนี้นานกว่าภาพอื่น

พระกฤษณะประทับอยู่กลางต้นไม้ขนาดใหญ่ เป่าขลุ่ยอยู่ท่ามกลางพุ่มใบหนาทึบ เบื้องล่างเหล่า gopi เงยหน้าขึ้นหาเขา
ถ้ามองเพียงตัวละคร เราอาจเห็นเรื่องราวทางศาสนา
แต่ลอง ไม่มองพระกฤษณะสักครู่
มองต้นไม้แทน
กิ่งแตกออกเป็นจังหวะ ใบเล็ก ๆ รวมกันเป็นก้อน นกยูงปรากฏท่ามกลางพืชพรรณ รูปทรงของเสื้อผ้าและกิ่งไม้ดูราวกับกำลังหมุนเวียนรอบเสียงขลุ่ย
สิ่งมหัศจรรย์จึงไม่ได้อยู่ตรงที่ศิลปิน “วาดพระกฤษณะได้สวย”
แต่อยู่ตรงที่เขากำลังพยายามวาด เสียง
เราไม่ได้ยินขลุ่ย
แต่กิ่งไม้ ใบไม้ นกยูง และคนทั้งหมดทำให้เรารู้สึกราวกับเสียงนั้นกำลังแผ่ออกไปทั่วพื้นที่
นี่เป็นประตูสำคัญในการเข้าใจจิตรกรรมราชสำนัก Rajput เพราะภาพเหล่านี้จำนวนมากไม่ได้มีหน้าที่เพียงบันทึกสิ่งที่ตามองเห็น แต่พยายามทำให้บทกวี ดนตรี ความรัก และศรัทธาซึ่งไม่มีรูปร่าง กลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ ประเพณีนี้มีรากย้อนไปถึงงานภาพประกอบคัมภีร์ และต่อมาขยายไปสู่มหากาพย์ บทกวี และการสร้างภาพแทนอารมณ์จากดนตรี The Metropolitan Museum of Art
แล้ว Bundi เกิดขึ้นมาได้อย่างไร?

การมองภาพเหล่านี้อย่างลึกขึ้นทำให้ต้องย้อนกลับไปประมาณสี่ศตวรรษ
Bundi ไม่ได้สร้างภาษาทัศนศิลป์ขึ้นจากศูนย์
จิตรกรของราชสำนักอยู่ท่ามกลางโลกศิลปะของ Rajasthan และอินเดียเหนือ รับรู้ประเพณีจาก Mewar และ Malwa ขณะเดียวกันการติดต่อกับราชสำนัก Mughal นำวิธีสังเกตธรรมชาติ ความละเอียดของบุคคล สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้ามา
ภาพ Krishna and Radha จาก Rasikapriya ราว ค.ศ. 1660–70 เป็นตัวอย่างที่ดีมาก The Metropolitan Museum of Art อธิบายว่า Bundi พัฒนาภาษาภาพที่ละเอียดประหนึ่งอัญมณี มีสถาปัตยกรรมเป็นลวดลายและธรรมชาติอันเขียวชอุ่ม ขณะเดียวกันการติดต่อกับศิลปิน Mughal มีส่วนทำให้การมองธรรมชาติมีความสมจริงยิ่งขึ้น The Metropolitan Museum of Art
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การ “ลอก”
แต่เป็นกระบวนการที่น่าสนใจกว่านั้นมาก
รับ → เลือก → เปลี่ยน → แล้วทำให้เป็นของตนเอง
และกระบวนการนี้ดำเนินต่อเนื่องผ่านศตวรรษที่ 17 และ 18 จนภาษา Bundi ตกผลึกอย่างชัดเจน และยังส่งอิทธิพลไปยัง Kota ที่อยู่ใกล้เคียงด้วย
อัตลักษณ์ของภาพเขียน Bundi — เมื่อธรรมชาติ ความรัก และศรัทธาอยู่ในโลกเดียวกัน
ถ้าจะมองหา “ลายเซ็น” ของ Bundi School ผมคิดว่าไม่ควรเริ่มจากการจำว่าสีอะไร เส้นแบบไหน หรือคนในภาพแต่งกายอย่างไร แต่ควรเริ่มจากความรู้สึกว่า ทุกสิ่งในภาพกำลังมีชีวิตและตอบสนองต่อกัน
ภาพเขียน Bundi พัฒนาขึ้นในราชสำนัก Bundi แห่ง Rajasthan โดยเฉพาะตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 ศิลปินรับทั้งมรดกของจิตรกรรม Rajput และอิทธิพลจาก Mughal แล้วค่อย ๆ กลั่นออกมาเป็นภาษาของตนเอง The Metropolitan Museum of Art อธิบายลักษณะเด่นของ Bundi ว่าเป็นงานที่ละเอียดราวอัญมณี มีสถาปัตยกรรมที่เต็มไปด้วยแบบแผนประดับ และมีภาพธรรมชาติที่เขียวชอุ่ม ขณะที่อิทธิพล Mughal ช่วยเพิ่มการสังเกตธรรมชาติอย่างสมจริงมากขึ้น The Metropolitan Museum of Art
ธรรมชาติไม่ใช่ฉากหลัง
นี่อาจเป็นอัตลักษณ์ที่มองเห็นได้ชัดที่สุด

ต้นไม้ของ Bundi มักไม่ใช่ต้นไม้ที่วางไว้เพื่อเติมพื้นที่ว่าง แต่แตกกิ่ง เติบโต และแผ่พุ่มเข้าครอบครององค์ประกอบของภาพ เช่นเดียวกับภูเขา แม่น้ำ สระบัว ดอกไม้ นกยูง ช้าง กวาง และเมฆมรสุม
บางครั้งธรรมชาติมีพื้นที่มากกว่ามนุษย์เสียอีก
จิตรกรได้รับวิธีสังเกตสัตว์และพืชอย่างละเอียดจากโลกศิลปะ Mughal แต่ไม่ได้หยุดอยู่ที่การบันทึกความเหมือนจริง เพราะในโลก Rajput ธรรมชาติสามารถถูกใช้เป็นภาษาของอารมณ์และบทกวีได้ด้วย The Metropolitan Museum of Art
ดังนั้น หาก Radha กำลังรอ Krishna เราอาจไม่ต้องดูสีหน้าของเธอเพียงอย่างเดียว
ให้ดูต้นไม้ ดูท้องฟ้า ดูนก และดูเมฆด้วย
สิ่งเหล่านั้นอาจกำลัง “รู้สึก” ไปพร้อมกับเธอ
ความรักไม่ใช่เพียงเรื่องของชายกับหญิง
ภาพ Krishna and Radha จาก Rasikapriya ราว ค.ศ. 1660–70 ที่เรากำลังใช้ในบทความเป็นตัวอย่างที่ดีมาก
Krishna เดินเข้าหาราธา มีหญิงผู้เป็นสื่อกลางอยู่ด้วย เบื้องหลังคือศาลาที่เปิดออกและเตียงว่างซึ่งสื่อถึงการพบรักที่อาจกำลังเกิดขึ้น แต่พื้นที่รอบตัวละคร—อาคาร สวน พืชพรรณ และช่องว่าง—ถูกใช้ร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งความรักและความปรารถนา The Metropolitan Museum of Art
ความรักของ Krishna และ Radha จึงมีหลายชั้น
เป็นความรักของชายหญิงในบทกวี
แต่ขณะเดียวกัน Krishna คือเทพ และ Radha คือผู้รักพระองค์
ความรักทางโลกจึงสามารถซ้อนทับกับความรักทางจิตวิญญาณได้
นี่คือเหตุผลที่ “ความรัก” และ “ศรัทธา” ในภาพประเภทนี้แยกออกจากกันได้ยาก
ศรัทธาไม่ได้อยู่เฉพาะในภาพเทพเจ้า
โลกของจิตรกรรม Rajput ในช่วงนี้เต็มไปด้วยวรรณกรรมเกี่ยวกับ Krishna โดยเฉพาะ Rasikapriya และ Gita Govinda ซึ่งใช้ความรัก ความคิดถึง การรอคอย การพบ และการพลัดพรากเป็นภาษาสำหรับอธิบายอารมณ์ของมนุษย์และความสัมพันธ์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์
The Met ชี้ว่าในคริสต์ศตวรรษที่ 17 จิตรกรเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นกับการถ่ายทอด “แก่นของอารมณ์” จากบทกวี ขณะที่ภาพ Ragamala พยายามทำสิ่งที่น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก คือเปลี่ยน อารมณ์ของดนตรี ให้กลายเป็นสิ่งที่ตามองเห็น The Metropolitan Museum of Art
ตรงนี้ทำให้เราเข้าใจ Bundi ได้ลึกขึ้น
จิตรกรไม่ได้ถามเพียงว่า
“พระกฤษณะมีรูปร่างอย่างไร?”
แต่กำลังถามว่า
“ความรู้สึกเมื่อคิดถึงพระกฤษณะ มีหน้าตาอย่างไร?”
คำตอบจึงอาจออกมาเป็นสวนในฤดูฝน เมฆสีเข้ม นกยูงที่รำแพนหาง ดอกไม้ที่ผลิบาน หรือหญิงสาวที่ยืนอยู่ตามลำพัง
สีของ Bundi จึงเป็น “สีของความรู้สึก”
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราจำ Bundi ได้คือสี

เขียวมรกตและเขียวเข้มของพืชพรรณ
น้ำเงินของท้องฟ้าและน้ำ
แดง ส้ม เหลืองของเครื่องแต่งกาย
ขาวของพระราชวัง
และทองที่ทำให้เครื่องประดับ รายละเอียด และบุคคลสำคัญส่องออกมาจากภาพ
สีเหล่านี้ไม่ได้ถูกใช้ตามหลักแสงเงาแบบตะวันตก แต่ถูกจัดเป็นพื้นที่สีอย่างชัดเจน ทำให้ภาพดูทั้งแบนและลึกในเวลาเดียวกัน
ผลคือโลกในภาพไม่ได้พยายามหลอกเราว่าเป็นโลกจริง
มันประกาศตัวว่าเป็น “โลกอีกใบหนึ่ง”
โลกของบทกวี ดนตรี ความทรงจำ ความรัก และศรัทธา
และที่สำคัญ—Bundi วาดสิ่งที่มองไม่เห็น
นี่อาจเป็นประโยคแกนกลางที่ผมเสนอให้ใช้กับบทความของเรา
อัตลักษณ์ของภาพเขียน Bundi ไม่ได้อยู่เพียงที่สี เส้น หรือความงดงามของรายละเอียด แต่อยู่ที่ความสามารถในการทำให้สิ่งที่มองไม่เห็น กลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้
เสียงดนตรีไม่มีรูปร่าง — Bundi ทำให้มันกลายเป็นภาพ
ความรักไม่มีสี — Bundi ให้สีแก่มัน
ความคิดถึงไม่มีภูมิประเทศ — Bundi สร้างสวน ป่า และคืนมรสุมให้มัน
ศรัทธาจับต้องไม่ได้ — Bundi ทำให้มันปรากฏผ่าน Krishna, Radha และธรรมชาติที่รายล้อมคนทั้งสอง
นี่จึงทำให้ประโยคที่เราวางไว้ว่า
“ธรรมชาติ ความรัก และศรัทธา ไม่เคยถูกแยกออกจากกันในโลกของภาพเขียน Bundi”
มีความหมายมากกว่าเพียงถ้อยคำสวย ๆ
เพราะเมื่อมองภาพ Bundi อย่างช้า ๆ เราจะพบว่า ธรรมชาติเป็นผู้บอกอารมณ์ ความรักเป็นภาษาของศรัทธา และศรัทธาทำให้มนุษย์กับธรรมชาติอยู่ภายในจักรวาลเดียวกัน
นั่นคืออัตลักษณ์ที่ทำให้ Bundi แตกต่าง และเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อเวลาผ่านไปหลายร้อยปี ภาพเหล่านี้ยังสามารถทำให้เราหยุดมองได้.
ช้างที่ไม่ได้เป็นเพียงช้าง
เดินต่อไปอีกหน่อย เราจะเริ่มพบสัตว์ซ้ำ ๆ โดยเฉพาะช้าง

และตรงนี้เปิดโลกอีกด้านหนึ่งของ Bundi ซึ่งต่างจากความรักและศรัทธาอย่างสิ้นเชิง
ภาพ Rao Bhao Singh Riding an Elephant ราว ค.ศ. 1675 แสดงผู้ปกครอง Bundi บนช้างหลวงที่ได้รับการประดับอย่างวิจิตร The Met ชี้ให้เห็นลักษณะการเขียนแบบ Mughal และรายละเอียดที่บันทึกสถานะของช้างในราชสำนัก The Metropolitan Museum of Art
ขณะที่ภาพ A Royal Lion Hunt ราว ค.ศ. 1640 กลับเต็มไปด้วยพลัง การเคลื่อนไหว และความตึงเครียด The Met ระบุว่าศิลปิน Rajput รับแรงบันดาลใจจากการศึกษาช้างแบบ Mughal แต่ผลักมันไปไกลกว่า portrait ที่ค่อนข้างนิ่ง กลายเป็นฉากล่าสัตว์ที่เคลื่อนไหวรุนแรง และแบบร่างประเภทนี้ยังใช้เป็นต้นแบบสำหรับจิตรกรรมฝาผนังในพระราชวังด้วย The Metropolitan Museum of Art
ตรงนี้ทำให้เห็น Bundi อีกด้าน
ศิลปินคนเดียวกันสามารถมอง
ความรักอย่างอ่อนโยน
พระเจ้าอย่างศรัทธา
ต้นไม้อย่างหลงใหล
และช้างอย่างเต็มไปด้วยพลัง
โลกของ Bundi จึงไม่ได้หวาน
มัน มีชีวิต
ออกจาก Chitrashala แล้วอย่าเพิ่งจบเรื่อง
นี่เป็นช่วงที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดของการเดินทาง
เมื่อดูภาพจนพอแล้ว ให้เดินออกมา
ไม่ต้องเปิดหนังสือ
ไม่ต้องค้นข้อมูลเพิ่ม
ไม่ต้องรีบถ่ายรูป
มอง Bundi อีกครั้ง

คราวนี้ต้นไม้ต้นหนึ่งอาจไม่เหมือนต้นไม้ที่เราเห็นก่อนเข้าพระราชวัง
น้ำในสระอาจทำให้นึกถึงผิวน้ำในภาพ
นกตัวหนึ่งบนกำแพงอาจทำให้เรานึกถึงนกยูง
แนวเขาที่ซ้อนอยู่หลังเมืองอาจทำให้ภูเขาใน miniature painting ซึ่งครั้งหนึ่งเคยดู “ประดิษฐ์เกินจริง” เริ่มมีเหตุผลขึ้นมา
และหากมีโอกาสอยู่ Bundi ในวันที่เมฆฝนเข้ามา เราอาจเข้าใจภาพเหล่านั้นเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่งโดยแทบไม่ต้องมีใครอธิบาย
สี่ร้อยปีผ่านไป ภาพยังทำอะไรกับเราได้?
คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่ว่า Bundi School มีอายุเท่าไร
แต่คือ
เหตุใดสิ่งที่สร้างขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อนจึงยังทำให้คนในศตวรรษที่ 21 หยุดมองได้?
บางทีเพราะจิตรกร Bundi ไม่ได้พยายามบันทึกโลกให้เหมือนจริงทุกประการ
เขาทำสิ่งที่ยากกว่านั้น
เขาพยายามบันทึกว่า โลก “รู้สึก” อย่างไร
เมื่อรักใครสักคน
สวนก็ไม่ได้เป็นเพียงสวน
เมื่อรอใครสักคน
เมฆก็ไม่ใช่เพียงเมฆ
เมื่อฝนกลับมา
ภูเขา ต้นไม้ น้ำ นก และสัตว์ต่างมีชีวิตขึ้นพร้อมกัน
และเมื่อเสียงขลุ่ยของ Krishna ดังขึ้นในจินตนาการ แม้กระทั่งต้นไม้ก็ดูเหมือนกำลังฟัง
นี่อาจเป็นสิ่งที่ผมได้กลับออกมาจาก Bundi มากกว่าความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ศิลปะ
ธรรมชาติ ความรัก และศรัทธา ไม่เคยถูกแยกออกจากกันในโลกของภาพเขียน Bundi
มนุษย์อยู่ในธรรมชาติ
ธรรมชาติอยู่ในความรู้สึก
ความรักสามารถนำไปสู่ศรัทธา
และศรัทธาสามารถทำให้ต้นไม้ เมฆ น้ำ นกยูง ช้าง และคนรัก ปรากฏอยู่ในจักรวาลเดียวกันได้



เมื่อเดินออกจากพระราชวัง เราจึงไม่ได้เพียงรู้จัก Bundi School มากขึ้น
เราอาจกำลังเรียนรู้วิธี มอง ใหม่อีกครั้ง
และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ดีที่สุดในการเดินทางมาถึง Bundi — ไม่ใช่เพื่อดูว่าคนเมื่อสามร้อยปีก่อนวาดภาพอย่างไร แต่เพื่อทดลองมองโลกด้วยสายตาของพวกเขาสักครั้ง.
เป้าหมายหลักของการเดินทาง
คือไป Bundi เพื่อดูจิตรกรรม Bundi School ที่ Chitrashala และต้องการเดินทางไม่เหนื่อยเกินไป ควรให้พัก 2 คืน / 3 วัน จะพอดี เพราะ Bundi เป็นเมืองที่ควรมีเวลาเดินดูภูมิประเทศ พระราชวัง บ่อน้ำ และทะเลสาบควบคู่กับภาพเขียน ไม่ควรเข้า Chitrashala แล้วเดินทางออกทันที
การเดินทางที่สะดวกที่สุด
สำหรับผู้เดินทางจากไทย เส้นทางที่ใช้งานง่ายคือ Bangkok → Delhi หรือ Jaipur → Bundi หากจัดทริป Rajasthan อยู่แล้ว ผมเลือก Jaipur → Bundi โดยรถยนต์ส่วนตัว เป็นทางที่ตรงและสบายที่สุด Rajasthan Tourism ระบุ Jaipur Airport อยู่ห่าง Bundi ราว 206 กม. ส่วน Jaipur–Bundi โดยถนนอยู่ในระดับประมาณ 4 ชั่วโมงตาม itinerary ของการท่องเที่ยวรัฐ Rajasthan Rajasthan Tourism
อีกทางที่น่าสนใจ โดยเฉพาะถ้ามาจาก Delhi คือ รถไฟไป Kota แล้วต่อรถยนต์เข้า Bundi ประมาณ 35 กม. เพราะ Kota เป็นชุมทางรถไฟสำคัญบนเส้น Delhi–Mumbai และ Rajasthan Tourism ระบุ Bundi อยู่ห่าง Kota เพียง 34–35 กม. Rajasthan Tourism วิธีนี้มักเหมาะกว่าการพยายามหารถไฟตรงเข้า Bundi ซึ่งมีทางเลือกจำกัดกว่า
พักที่ไหน

ถ้าทริปนี้สร้างขึ้นเพื่อ “เข้าไปอยู่ในโลกของ Bundi” ผมเลือก Hotel Haveli Braj Bhushanjee, A Heritage Hotel and Museum เป็นตัวแรก เพราะอยู่ ใต้ Bundi Palace และตัวอาคารเองมีคุณค่าด้าน heritage; Rajasthan Tourism ถึงกับบรรจุการชม frescoes และ paintings ของ Braj Bhushan Ji Ki Haveli ไว้ใน itinerary ของ Bundi โดยตรง Rajasthan Tourism การพักบริเวณนี้ยังทำให้เดินเข้าสู่ย่านเมืองเก่าและพระราชวังได้ง่าย
ถ้าต้องการโรงแรมที่เป็น conventional hotel มากขึ้น มีพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกมากกว่า เลือก Hadoti Palace Bundi ซึ่ง Rajasthan Tourism ก็ใช้เป็นหนึ่งในโรงแรมตัวอย่างสำหรับ itinerary Bundi เช่นกัน Rajasthan Tourism ส่วนถ้าต้องการอยู่ชิดเมืองเก่าและ Palace มาก ๆ Haveli Bundi Inn เป็นอีกทางเลือกที่ทำเลเหมาะกับการเดินสำรวจ
ร้านอาหาร
Bundi ไม่จำเป็นต้องทำเป็นทริป fine dining ผมจะเน้นร้านเล็กและ rooftop ที่ทำให้ยัง “มองเห็นเมือง” ระหว่างรับประทานอาหาร เช่น Baori View Restaurant สำหรับอาหารอินเดีย หรือ The Atulyam Rooftop Restaurant ซึ่งอยู่ใกล้ Fort/Palace และเหมาะกับมื้อเย็น ส่วนมื้อเรียบง่ายในเมืองเก่า Lucky’s Cafe bundi เป็นร้านขนาดเล็กที่อยู่แถว Nahar Ka Chohatta ขณะที่ The Blue Door เหมาะกับวันที่ต้องการร้านที่ร่วมสมัยและเมนูหลากหลายกว่า ผลรีวิวปัจจุบันยังมีร้านอย่าง Baori View, Lake View Garden และ Morgan’s Place อยู่ในกลุ่มร้านที่นักเดินทางกล่าวถึงมากใน Bundi Tripadvisor
นอกจาก Chitrashala ควรดูอะไร
ผมจะไม่พยายามเก็บสถานที่ให้มาก แต่เลือกสถานที่ที่ช่วยให้ เข้าใจภาพเขียน Bundi มากขึ้น เป็นหลัก เริ่มจาก Garh Palace ทั้งชุด เพราะ Chitrashala เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพระราชวังที่ก่อสร้างเพิ่มเติมต่อเนื่องกันหลายศตวรรษ ภายในยังมี Chhatra Mahal, Phool Mahal และ Badal Mahal ซึ่งช่วยให้เราเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสถาปัตยกรรมกับจิตรกรรมที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตราชสำนัก Rajasthan Tourism
จากนั้นขึ้น Taragarh Fort เพื่อเปลี่ยนจาก “มอง Bundi ในภาพ” เป็น “มองภูมิประเทศจริงของ Bundi” จุดนี้สำคัญกับเรื่องที่เรากำลังเขียนมาก เพราะจะเริ่มเข้าใจว่าทำไมภูเขา ป่า เมือง และสถาปัตยกรรมจึงถูกซ้อนชั้นอยู่ในจิตรกรรมของที่นี่ Rajasthan Tourism ระบุป้อมแห่งนี้ว่าสร้างใน ค.ศ. 1354 และตั้งอยู่เหนือกลุ่มพระราชวัง Rajasthan Tourism

อีกแห่งที่ผมถือว่า ห้ามตัดออก คือ Raniji Ki Baori หรือ Queen’s Stepwell เพราะจะทำให้หัวข้อ “น้ำ” ที่เราเห็นซ้ำ ๆ ในภาพ Bundi กลายเป็นของจริง น้ำใน Rajasthan ไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบสวยงาม แต่สัมพันธ์กับภูมิประเทศ สถาปัตยกรรมและชีวิตของเมืองอย่างลึกซึ้ง
ต่อด้วย Dhabhai Kund Bundi Rajasthan เพื่อดู stepwell อีกแบบ แล้วช่วงบ่ายแก่ ๆ ไป Sukh Mahal ริม Jait Sagar Lake ตัวอาคารเป็นพระตำหนักฤดูร้อนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 และปัจจุบันมีพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงประติมากรรม อาวุธ รวมถึง miniature paintings ของ Kota และ Bundi Rajasthan Tourism
นี่จะทำให้การเดินทางทั้งทริปมีโครงสร้างชัดมาก:
ภาพเขียน → พระราชวัง → ภูเขา → เมือง → บ่อน้ำ → ทะเลสาบ → กลับมามองภาพเขียนอีกครั้ง
ถ้าจัดจริง ผมจะวาง วันแรก เดินเมืองเก่าและ Nawal Sagar แบบไม่เร่งรีบเพื่อทำความรู้จักภูมิประเทศก่อน, วันที่สอง ให้ Chitrashala + Garh Palace เป็นหัวใจของวัน แล้วขึ้น Taragarh เพื่อมอง Bundi จากด้านบน, และ วันที่สาม ไป Raniji Ki Baori → Dhabhai Kund → Jait Sagar/Sukh Mahal ก่อนออกจากเมือง
รูปแบบนี้เหมาะกับเรื่อง “BUNDI — เมื่อธรรมชาติ ความรัก และศรัทธา อยู่ในโลกแห่งภาพเขียน” มากกว่าทริปเช็กอินสถานที่ เพราะสิ่งที่เราเห็นในภาพเขียน—ต้นไม้ น้ำ ภูเขา สวน พระราชวัง นก และฤดู—จะค่อย ๆ ปรากฏเป็นภูมิประเทศจริงต่อหน้าตลอดสามวัน.
